การมองอนาคต (ตอนที่ 2) : แนวคิดและวิธีการสร้างภาพอนาคต

การมองอนาคต (ตอนที่ 2) : แนวคิดและวิธีการสร้างภาพอนาคต
โดย ดร. จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์


บทความนี้จะกล่าวถึงเทคนิคการสร้างภาพอนาคต (scenario planning) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิควิธีวิจัยอนาคต (future research) ที่ถูกนำมาใช้ในการมองภาพอนาคต (foresight) ภายใต้ความสัมพันธ์ทางความคิดที่ว่ากระบวนการมองอนาคตจะต้องมีการวาดภาพเกี่ยวกับอนาคต (scenario) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้หรือมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ภาพอนาคตดังกล่าวอาจมีหลายภาพขึ้นอยู่กับการมองอนาคตภายใต้แนวโน้ม เงื่อนไขและแรงขับทางด้านเทคโนโลยี สังคม การเมือง วัฒนธรรม ฯลฯ เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการมองอนาคต การสร้างภาพอนาคตจะช่วยให้เห็นภาพฉายของอนาคตในแบบต่างๆ โดยมีปัจจัยความแน่นอนและไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้เกิดทางเลือกในเตรียมการรับมือกับภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้น


พัฒนาการและแนวคิดการสร้างภาพอนาคต


ที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างภาพอนาคตเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในเอกสารของศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค (www.apectf.nstda.or.th) ได้กล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวว่าถูกนำมาใช้เป็นรูปแบบในการวางแผนทางทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา โดยมีการจินตนาการว่าศัตรูจะโจมตีด้วยวิธีการใด และจะหาวิธีการรับมือหรือตอบโต้เช่นไรจึงประสบชัยชนะ ซึ่งต่อมาในต้นทศวรรษที่ 60 ได้มีการอาศัยแนวคิดดังกล่าวในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์โดยมี Herman Kahn นักอนาคตเข้ามาร่วมวางแผนจินตนาการอนาคตทางการทหารของกองทัพอากาศ ขณะเดียวกันเขาได้พยายามถอดองค์ความรู้ชุดนี้จากประสบการณ์ โดยประยุกต์ไปสู่การพยากรณ์อนาคตในภาคการเมืองเศรษฐกิจ จนได้รับยกย่องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับ top futurist ของโลก ซึ่งภายหลัง 10 ปีต่อมา Pierre Wack หัวหน้าการวางแผนในหน่วยงานวางแผน group planning ของบริษัทเชลล์ที่กรุงลอนดอน ได้นำแนวคิดของ Kahn มาปรับปรุงและพัฒนาขึ้นใหม่โดยเป็นเทคนิคการสร้างภาพอนาคตสำหรับวางแผนพัฒนาองค์กร


วิธีการของ Wack และคณะ คือ การเขียน scenarios ขึ้นมาจำนวน 2 ชุด เพื่อค้นหาปัจจัยและเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในอนาคต โดยมีการเขียนสถานการณ์จำลองเหตุการณ์ ราคาน้ำมันและเรื่องราวต่างๆ ที่เสร็จสมบูรณ์ในตัว พร้อมกำหนดเค้าโครงเรื่องอนาคตที่อาจเป็นไปได้ แต่ scenarios นี้ก็ยังได้รับความสนใจจากผู้บริหารบริษัทเชลล์หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิบัติไม่มากนัก ต่อมาภายหลังเขาได้พยายามพัฒนาวิธีการ scenarios ในมิติใหม่ที่เพิ่มความไม่คาดฝันให้สมจริงสมจังขึ้น จนท้ายที่สุดได้กลายเป็นเหตุการณ์จริงเมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันโดยกลุ่มโอเปค ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ค้าน้ำมันทั้งหลาย ขณะที่บริษัทเชลล์กลับเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้แล้วจากการทำ scenarios planning ทำให้อีกไม่กี่ปีถัดมา ธุรกิจเชลล์ได้กลายเป็นบริษัทที่กำไรได้มากที่สุดและเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจากที่เคยเป็นบริษัทที่อ่อนแอที่สุดใน 7 บริษัทน้ำมันใหญ่


อย่างไรก็ตาม จากแนวคิด scenarios planning ต้นแบบของ Royal Dutch Shell Company นี้ก็ได้กระจายไปสู่องค์กรต่างๆ มากขึ้น และได้มีการพัฒนาแนวทางสร้างภาพอนาคต (scenario) และกำหนดยุทธศาสตร์จัดการที่เหมาะสมกับงาน ภายใต้หลักการหรือพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ภาพอนาคตคือภาพที่เป็นจริงได้ (plausible) หลายภาพ มิใช่ภาพที่น่าจะเป็น (expected) หรือควรจะเป็น (preferred) รวมถึงมิใช่เป็นการคาดการณ์อนาคต (forecasting) จากแนวโน้มที่เห็นในปัจจุบัน (extrapolation) แต่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอนาคตที่เกิดขึ้นจากทางเลือกของการกระทำในปัจจุบัน โดยมีการผูกเรื่องจากความจริงผสมจินตนาการเพื่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ และมีเค้าโครงเรื่องมาจากแนวโน้มของตัวแปรหลัก พร้อมกับมีความไม่แน่นอนเป็นตัวพลิกผันเหตุการณ์ ซึ่งภาพอนาคตที่ได้ต้องแตกต่างกันเชิงสาระ มิใช่ที่ระดับของผลกระทบจากเหตุการณ์ (high, medium, low)


จากที่กล่าวจะเห็นได้ว่า การสร้างภาพอนาคต (scenario planning) เป็นเทคนิคการมองอนาคตที่เป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวาง เพราะคุณลักษณะเด่นที่มิใช่เป็นการทำนายอนาคตจากสถานการณ์ปัจจุบันหรือสร้างนวนิยายอนาคต แต่เน้นการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นจากโครงเรื่องที่มีเหตุและผลชัดเจน ผ่านกระบวนการที่เป็นระบบ ซึ่งมีลักษณะเด่นที่ได้เปรียบวิธีการอื่นหลายประการ อาทิ (www.apectf.nstda.or.th)


สรุป

ในปัจจุบัน ศาสตร์ของการมองอนาคตและสร้างภาพอนาคตได้ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่างานด้านเทคโนโลยีและภาคธุรกิจ โดยในมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยและหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งต่างหันมาสนใจการมองอนาคตและภาพอนาคตขององค์กรและงานต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เป้าหมายของการนำไปใช้ก็มิใช่เพียงการมองอนาคตเพื่อศึกษาแนวโน้มเท่านั้น แต่ยังเน้นเพื่อการออกแบบ เพื่อการกำหนดนโยบาย เพื่อการวางยุทธศาสตร์ เพื่อการทำแผนที่ทางเดินด้านต่างๆ หรือ 
เอกสารอ้างอิง(reference)  เอกสารประกอบการเรียบเรียง จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์. นโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษาแบบมุ่งอนาคตเพื่อเด็กและเยาวชนไทย. วิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2549 ชาตรี ศรีไพพรรณ. การมองอนาคต (Foresight). ในรายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการโรงเรียนผู้นำการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้, โดยศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 31 พฤษภาคม-2 มิถุนายน 2545 ณ สถานฝึกอบรมและอภิบาล บ้านผู้หว่าน จังหวัดนครปฐม. (อัดสำเนา) พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์. การมองอนาคต (Foresight). ในรายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการห้องเรียนแห่งการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า, โดยฝ่ายการศึกษาอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ 21-22 ตุลาคม 2545 ณ สถานฝึกอบรมและอภิบาล บ้านผู้หว่าน จังหวัดนครปฐม. (อัดสำเนา) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. ศูนย์นวัตกรรมนโยบาย. อนาคตภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ : กระบวนทัศน์และยุทธศาสตร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก. ในโครงการศึกษาการคาดการณ์เทคโนโลยีเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา.. รายงานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2545. ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค. www.apectf.nstda.or.th or http://www.apecforesight.org 


ที่มา : http://www.thaiedresearch.org/