ครูยุคโบราณ

ครูยุคโบราณ


คำกล่าวของชาวอีสานโบราณที่ว่า “เรียนกับพ่อ ก่อกับครู” บอกให้รู้ว่าพ่อแม่และครูเป็นผู้จัดการศึกษาและการเรียนรู้ในชุมชน เด็กๆ เรียนเกี่ยวกับชีวิตและธรรมชาติจากพ่อแม่ และเรียนรู้เรื่องแปลกใหม่กับครู พ่อแม่และครูจัดการเรียนรู้ด้วยคำกริยา 4 คำ คือ


1. บอกด้วยวาจาและใช้มือชี้ เพื่อให้ศิษย์รู้ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม เท่าไร ฯลฯ


2. สั่งด้วยวาจาและสายตา เพื่อให้ศิษย์ปฏิบัติตาม เช่น ล้างหน้า บ้วนปาก ล้างมือ ตักน้ำ ก่อไฟ หุงข้าว ฯลฯ


3. ทำให้ดูและจับมือศิษย์ให้ทำ


4. สอนด้วยวาจาให้ศิษย์รู้สึกและสำนึกในความดีงาม


สรุปว่า ภารกิจของครูโบราณ คือ บอก สั่ง ทำให้ดู และสอน การบอกทำให้ได้ข้อมูลและความรู้ การสั่งทำให้ได้ทักษะการปฏิบัติ การสอนทำให้ได้คุณธรรมจริยธรรมและค่านิยม

ครูยุคต่อมา

ก็ใช้วิธีการทั้ง 4 ปะปนกันตามสาระและโอกาส โดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์และสื่อช่วยในการบอก การสั่ง การสอนมากขึ้น สื่อที่ใช้มาก คือ หนังสือ รูปภาพ สมุด ดินสอ ปากกา

ครูปัจจุบัน

ใช้วาจาและการกำกับน้อยลง เพราะมอบหมายให้เครื่องคอมพิวเตอร์บอก สั่ง และสอนแทน บางวันครูกับศิษย์อาจจะไม่ได้พูดคุยกัน เพราะศิษย์คุยกับเพื่อนๆ ในสื่อกดปุ่ม และครูก็พูดคุย (กับคนที่มองไม่เห็นตัว) โดยใช้สื่อกดปุ่มเช่นเดียวกัน

ครูในวันนี้ประกอบวิชาชีพโดยปฏิบัติ “งานเขียน” เมื่อครูไม่ได้พูดจาบอกกล่าวอบรมสั่งสอนศิษย์ ครูจึงใช้เวลาเขียนหนังสือ มีทั้งเขียนโดยใช้มือจับดินสอปากกา และเขียนโดยกดปุ่มตัวอักษร งานเขียนหนังสือของครูไม่ใช่บันทึก นิทาน นิยาย สารคดี บทกวี เรื่องสั้น หรือวรรณกรรม เพราะครูผู้ประสบความสำเร็จในการเขียนหนังสือประเภทนี้จนพิมพ์จำหน่ายมีอยู่ไม่กี่คน








 


ถ้าเช่นนั้นขอถามว่า ครูเขียนอะไร และทำไมจึงเขียน

คำตอบ “ครูเขียนหนังสือยกยอตนเอง”

สาเหตุที่ต้องเขียนอย่างนั้น “เพราะวิชาชีพครูได้เปลี่ยนไปแล้ว บัดนี้การประชาสัมพันธ์และยกยอตนเองคืองานหลักของราชการและวิชาชีพครู”

การเขียนยกยอตนเองเป็นข้อกำหนดของคณะกรรมการครู (ระดับชาติ) กำหนดไว้มาประมาณ 25 ปี ข้อกำหนดมีสาระว่า ครูคนใดเขียนยกยอตนเองได้หมดจดงดงาม ถูกตาต้องใจกรรมการผู้อ่าน กรรมการจะตัดสินว่า “ผ่านความพึงพอใจ” การผ่านความพึงพอใจเป็นเสมือนรางวัล และรางวัลมีผลดีต่อชีวิตครู ทำให้ได้ยศได้ตำแหน่งใหญ่ขึ้น ได้เงินตอบแทนเพิ่มขึ้น และได้ผ้าสไบมาห่มเฉียง

การเขียนยกยอตนเองไม่ง่ายเหมือนเขียนบทกวี นิยาย หรือเรื่องสั้น เพราะต้องอ้างหลักการ เหตุผล และหลักฐานร่องรอยที่แสดงความดีงามของตนเอง ต้องแสดงให้เห็นชัดว่าตนเองทำความดี และความดีนั้นมีผลต่อศิษย์อย่างไร

เมื่อกิจกรรมหลักของวิชาชีพครูไทยเปลี่ยนไป จากการบอกเล่าอบรมสั่งสอนศิษย์มาเป็นการเขียนยกยอตนเอง (ว่าสอนศิษย์ได้ผลดี) ครูไทยจึงต้อง “เอาดี” ในด้านการเขียน แต่ก็เกิดปัญหาต่างๆ เช่น เขียนไม่เป็น เขียนไม่มีเหตุผล เขียนมีเหตุผลแต่ไม่เป็นเรื่องจริง จึงไม่ถูกใจกรรมการ ครูผู้มุ่งหวังความก้าวหน้าจึงแก้ปัญหาเหล่านั้นเพื่อให้เกิดความสำเร็จ เช่น เขียนเลียนแบบและคัดลอกกัน ขอร้องให้ผู้เขียนเป็นเขียนเก่งเขียนให้ ว่าจ้างให้ผู้เขียนเป็นเขียนเก่งเขียนให้ ไหว้วานกรรมการให้ช่วย ว่าจ้างกรรมการให้มาชี้แจงและบอกวิธีเขียน ฯลฯ

แม้ว่ากฎหมายการศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้ครูจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนฝึกกระบวนการคิด ผู้รักษากฎหมายคงไม่อาจบังคับครูให้ปฏิบัติกิจกรรมเหล่านั้น ครูไทยคงจะเอาดีในด้านการเขียนต่อไป คนที่เขียนไม่เก่งก็ต้องว่าจ้างให้พวกมืออาชีพเขียนให้ จึงขอแสดงความวิตกว่า ต่อไปภายหน้า ครูไทย (นอกจากบอกเล่าอบรมสั่งสอนไม่เป็นแล้ว) จะเขียนไม่เป็น และอาจจะอ่านไม่เป็น สักวันหนึ่งต้องจ้างคนอื่นอ่านให้ เขียนให้ และทำงานให้ ครูที่เป็นผู้บริหารอาจจ้างคนอื่นมาบริหารให้ ครูที่เป็นผู้สอนอาจจ้างคนอื่นมาสอนให้ และครูที่เป็นนักกีฬาอาจจ้างคนอื่นมาเล่นกีฬาให้ จะมีอาชีพไหนแสนสะดวกสบายอะไรอย่างนี้


ที่มาข้อมูล : http://www.ssf.or.th
ที่มาเว็บ : http://www.myfirstbrain.com