มติ ครม. 16 มิ.ย. 2552

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ




  • อนุมัติแผนยุทธศาสตร์ยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ๙,๐๘๐ ล้านบาท


ครม. อนุมัติในหลักการพื้นฐานของยุทธศาสตร์ แนวทาง/มาตรการและงบประมาณเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา พร้อมทั้งเห็นชอบในหลักการในการจัดงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตกลงรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป


ทั้งนี้ ศธ.ได้รายงานว่า  สพฐ.มีโรงเรียนในสังกัดที่เปิดสอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน ๗,๐๔๒ โรง เปิดสอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน ๒,๓๙๔ โรง และเปิดสอนเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ๑๐ โรง  ปัจจุบันพบปัญหาด้านอัตราการเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาต่ำ อัตราการออกกลางคันสูง  ส่งผลให้ประชากรในวัยแรงงานมีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาในโลกและบางประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาระดับมัธยมศึกษาให้มีคุณภาพ รวมทั้งเพื่อให้สามารถยกระดับสู่มาตรฐานสากล  จึงจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพการศึกษามัธยมศึกษา โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้


วัตถุประสงค์ของโครงการ 


เพื่อขยายโอกาสและส่งเสริมความเท่าเทียมในการได้รับการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
– เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานของสถานศึกษาที่จัดการมัธยมศึกษา และส่งเสริมให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมได้พัฒนาสู่มาตรฐานสากล
– เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียน และผู้สำเร็จมัธยมศึกษา ให้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ตามหลักสูตร  มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาตนเองในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา  และมีพื้นฐานในการประกอบอาชีพ
เพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจ  การมีส่วนร่วมและเพิ่มพูนพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ


เป้าหมายในการดำเนินงาน


– เพิ่มอัตราการเรียนต่อในภาพรวมของประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นร้อยละ ๙๕ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕
เพิ่มอัตราการเข้าเรียนของเยาวชนในวัย ๑๖-๑๘ ปีในภาพรวมของประเทศเป็นร้อยละ ๘๒ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕
– เพิ่มอัตราการคงอยู่ของนักเรียนจากมัธยมศึกษาตอนต้นจนสำเร็จมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙๘
โรงเรียนที่จัดมัธยมศึกษาตอนปลายทุกโรงผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือการประเมินที่เทียบเคียง
– โรงเรียนขยายโอกาสที่มีนักเรียนกว่า ๑๐๐ คน ทุกโรงผ่านเกณฑ์ประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือการประเมินที่เทียบเคียง
– นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และมัธยมศึกษาปีที่ ๖ มีคะแนนเฉลี่ยใน ๕ วิชาหลัก จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๕ โดยไม่มีรายวิชาใดมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ ๕๐
– มีจำนวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ที่ได้คะแนนในระดับปรับปรุง ไม่เกินร้อยละ ๑๖ ส่วนนักเรียนกลุ่มคะแนนระดับดีมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๖


กลุ่มเป้าหมาย


โรงเรียนมัธยมศึกษาที่เปิดช่วงชั้นที่ ๓ และหรือ ๔ ทุกโรง จำนวน ๒,๕๘๘ โรง นักเรียน ๒,๕๗๘,๖๐๐ คน
โรงเรียนขยายโอกาสที่มีนักเรียนในช่วงชั้นที่ ๓ เกิน ๑๐๐ คน จำนวน ๒,๔๔๑ โรง นักเรียน ๓๘๙,๔๓๙ คน


แนวทางดำเนินงาน 


– ยุทธศาสตร์ที่ ๑  ขยายโอกาสและเสริมสร้างความเท่าเทียมในการเรียนต่อมัธยมศึกษา ได้กำหนดมาตรการเพิ่มอัตราการเรียนต่อและลดอัตราการออกกลางคัน
– ยุทธศาสตร์ที่
ยกระดับและพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา ผู้บริหารและครูระดับมัธยมศึกษาให้เข้าสู่มาตรฐานและยกระดับสู่มาตรฐานสากล
– ยุทธศาสตร์ที่ ๓ พัฒนาคุณภาพนักเรียนสู่มาตรฐานสร้างความเป็นเลิศและยกระดับสู่มาตรฐานสากล  
– ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การสร้างความเข้มแข็งในการบริหารและจัดการศึกษาให้สถานศึกษาเพื่อรองรับกระจายอำนาจ


ระยะเวลาดำเนินงาน ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๕


งบประมาณดำเนินการ   รวม ๙,๐๘๐ ล้านบาท





  • รับทราบและเห็นชอบการพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ปรับปรุงเงื่อนไขการจ้างพนักงานราชการ สอศ.


ครม.ได้รับทราบและเห็นชอบคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้  (รชต.) ในส่วนของแนวทางการพิจารณางบประมาณปี ๒๕๕๓ ว่า ควรยึดหลักการพิจารณาให้โครงการต่าง ๆ ตามแผน ได้รับการจัดสรรงบประมาณได้ครบถ้วนหรือใกล้เคียงกับวงเงินตามแผนที่กำหนดไว้ในปี ๒๕๕๓ ให้มากที่สุด โดยต้องใช้เกณฑ์การพิจารณาตามความแตกต่างของแหล่งเงิน เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ต้องเป็นไปตามกฎหมายวิธีการงบประมาณ ซึ่งการเปลี่ยนโครงการที่กำหนดไว้แล้วจะทำได้ยาก  จึงควรจัดโครงการที่มีลักษณะต้องตั้งงบประมาณเป็นประจำทุกปี เช่น ทุนการศึกษา เพราะมีความแน่นอนกว่า ขณะที่เงินกู้ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจะมีความคล่องตัวกว่างบประมาณแผ่นดิน จึงควรจัดโครงการประเภทลงทุน เช่น โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไว้ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง


นอกจากนี้  ยังได้มีมติในการปรับปรุงเงื่อนไขการจ้างพนักงานราชการตามกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ (ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ๒๕๕๕) ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)โดยมีความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการจากที่ได้รับอนุมัติให้จัดจ้างได้เฉพาะการทดแทนลูกจ้างประจำที่มิใช่ลักษณะการจ้างเหมาบริการที่ยุบเลิกไป เพื่อเปลี่ยนให้เป็นอัตราพนักงานราชการเพิ่มใหม่ในสถาบันอาชีวศึกษาจำนวน ๑,๑๔๐ คน และการบรรจุคุรุทายาทเป็นพนักงานราชการ จำนวน ๓๐ คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการขยายกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ ส่วนการขอเปลี่ยนแปลงสถานภาพให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวเป็นพนักงานราชการจำนวน ๒๐๖ อัตรา สามารถดำเนินการได้ โดยจะต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) ก่อน





  • รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล เมื่อบริหารงานครบ ๓ เดือน โดยโครงการเรียนฟรีฯ พอใจถึง ๙๘.๘% และอยากให้ดำเนินโครงการต่อไป


ครม.รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล เมื่อบริหารงานครบ ๓ เดือน  พ.ศ. ๒๕๕๒ ตามที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาลเมื่อบริหารงานครบ ๓ เดือน โดยสอบถามประชาชนที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ  มีประชาชนเป็นตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน ๗,๘๐๐ คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างวันที่ ๑ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๒ ซึ่งมีสาระสำคัญจากความคิดเห็นของประชาชนประมวลและสรุปได้ ในส่วนของ ศธ. ดังนี้


นโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ประชาชนมากกว่าร้อยละ ๙๐ ระบุว่าทราบ คือ การให้เบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุ (ร้อยละ ๙๖.๘)  นมโรงเรียน (ร้อยละ ๙๒.๒) การสนับสนุนการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ (ร้อยละ ๙๒)  การจัดสรรเงิน ๒,๐๐๐ บาท  (ร้อยละ ๙๑.๙) และ ๕ มาตรการ ๖ เดือน (ร้อยละ ๙๐.๙)


นอกจากนี้ ประชาชนที่ระบุว่าทราบนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลได้ให้ความคิดเห็นต่อนโยบายการสนับสนุนการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ  โดยมีครัวเรือนร้อยละ ๕๓.๙ ที่สมาชิกในครัวเรือนระบุว่ามีสิทธิ์และได้ใช้สิทธิ์ มีเพียงร้อยละ ๒.๓ มีสิทธิ์แต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์,  ร้อยละ ๔๐.๗  ที่ไม่มีสิทธิ์ และร้อยละ ๓.๑ ไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ ซึ่งนโยบายนี้ประชาชนร้อยละ ๙๘.๒ ระบุว่าพึงพอใจ  มีเพียงร้อยละ ๑.๘ ที่ไม่พึงพอใจ โดยกลุ่มครัวเรือนที่สมาชิกในครัวเรือนมีสิทธิ์และได้ใช้สิทธิ์มีความพึงพอใจมากที่สุด (ร้อยละ ๙๘.๘)  ตามด้วยกลุ่มครัวเรือนที่สมาชิกในครัวเรือนไม่มีสิทธิ์ (ร้อยละ ๙๗.๙) และกลุ่มครัวเรือนที่สมาชิกในครัวเรือนมีสิทธิ์แต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ (ร้อยละ ๙๑.๙)


ประชาชนร้อยละ ๙๗.๙ ระบุว่าเห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายนี้ต่อไปอีก มีเพียงร้อยละ ๒.๑ ที่ไม่เห็นด้วย โดยกลุ่มครัวเรือนที่สมาชิกในครัวเรือนมีสิทธิ์และได้ใช้สิทธิ์ระบุว่าเห็นด้วยมากที่สุด (ร้อยละ ๙๘.๔) ตามด้วยกลุ่มครัวเรือนที่สมาชิกในครัวเรือนไม่มีสิทธิ์ (ร้อยละ ๙๗.๗) และกลุ่มครัวเรือนที่สมาชิกในครัวเรือนมีสิทธิ์แต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ (ร้อยละ ๙๒.๔)


ส่วนนโยบายนมโรงเรียน ประชาชนร้อยละ ๙๗ ระบุว่าพึงพอใจ และร้อยละ ๙๗.๙ เห็นด้วยกับนโยบายนี้ต่อไปอีก


บัลลังก์ โรหิตเสถียร
นงศิลินี โมสิกะ
สรุป/รายงาน