มติ ครม.17 มี.ค.2552 ที่เกี่ยวข้อง






นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๒ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ๖ เรื่อง










อนุมัติร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 

ครม. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่ ศธ.เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ดังนี้ 
-แก้ไขเพิ่มเติม คำนิยาม โรงเรียน บุคลากรทางการศึกษา และเพิ่มนิยาม โรงเรียนนานาชาติ 
กำหนดให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มีฐานะเป็นอธิบดี 
-แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน ในกรณีโรงเรียนเป็นนิติบุคคล และการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนหรือภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร 
-แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับชื่อโรงเรียน ให้โรงเรียนเอกชนระดับอาชีวศึกษาใช้คำว่าวิทยาลัย 
-แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการบริหาร ให้โรงเรียนสามารถเพิ่มจำนวนกรรมการบริหารได้ตามความเหมาะสมและสภาพของโรงเรียน 
-แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับระบบการจัดสรรกำไร การจัดระบบการจัดทำบัญชี และการตรวจสอบบัญชีและการยกเว้นภาษีเงินได้ 
-แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนเอกชน ทำให้ลูกจ้างของโรงเรียนเอกชนสามารถส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และให้สิทธิผู้ที่เคยส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมสามารถส่งต่อเนื่องได้ 

เห็นชอบการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนและบุคลากรภาครัฐ 

ครม.พิจารณาการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนและบุคลากรภาครัฐ โดยอนุมัติในหลักการให้กลุ่มเป้าหมายทั้ง ๖ กลุ่ม ได้แก่ ๑) บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒) พนักงานรัฐวิสาหกิจ ๓) บุคลากรของหน่วยงานรูปแบบพิเศษ (องค์การมหาชน) ๔) ทหารเกณฑ์ของกระทรวงกลาโหม ๕) กลุ่มครู บุคลากรด้านการศึกษาและบุคลากรอื่นในโรงเรียนเอกชน จำนวนประมาณ ๑๓๒,๖๐๔ คน ๖) บุคลากรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 
เป็นผู้ที่สมควรตรวจสอบสิทธิ์การรับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพตามโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ รายละ ๒,๐๐๐ บาท ภายใต้เงื่อนไขมีรายได้/ค่าจ้างประจำรวมต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๒ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 

การปรับระบบตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ จากระบบเดิมสู่ระบบใหม่ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ 

ครม.เห็นชอบให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) นำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง มาใช้บังคับกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ โดยอนุโลม ตามที่ ศธ.เสนอ 

ทั้งนี้ การกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งนั้น ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญมาใช้บังคับโดยอนุโลม 

สำหรับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) ได้แก่ ๑) ศึกษานิเทศก์ และ ๒) ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด หรือตำแหน่งของข้าราชการที่ ก.ค.ศ. นำมาใช้กำหนดให้เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งได้แก่ ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ สังกัดส่วนราชการหรือหน่วยงานที่มีการกำหนดให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้นเป็นหน่วยงานการศึกษาหรือเป็นส่วนราชการ หรือหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขตพื้นที่การศึกษา ก็ให้จัดเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ และให้มีตำแหน่งตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด 

ปัจจุบันตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) มีกำหนดในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และสถาบันการพลศึกษา สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

รับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการครูสหกิจ ครั้งที่ ๓ 

ครม.รับทราบรายงานผลการดำเนินการตามโครงการครูสหกิจ ครั้งที่ ๓ (เมษายน ๒๕๕๑ – ตุลาคม ๒๕๕๑) ซึ่งมีนิสิต/นักศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการครูสหกิจ จำนวน ๕,๒๙๖ คน จากสถาบันการศึกษาจำนวน ๕๐ แห่ง 

ในจำนวนนี้มีนิสิต/นักศึกษาครู ที่ไปปฏิบัติการในโรงเรียนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน ๒๘ คน จำแนกเป็นจังหวัดยะลา ๙ คน นราธิวาส ๑๐ คน และปัตตานี ๙ คน กระจายการสอนในสถานศึกษาที่ขาดแคลนครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน ๑,๖๗๘ แห่ง ครอบคลุม ๗๓ จังหวัด ซึ่งถือว่าเกินกว่าเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ภาคการศึกษาละ ๕,๐๐๐ คนหรือ ๑๐,๐๐๐ คน/ปี 

การขอคงกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ (ตำแหน่งครูผู้สอน) 

ครม.อนุมัติให้คงกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ (ตำแหน่งครูผู้สอน) จำนวน ๑,๖๓๙ อัตรา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นไป ให้จังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) 

ครม.รับทราบและเห็นชอบ การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ โดยในส่วนของ ศธ.ได้แต่งตั้ง นางศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็น ปคร. ของ ศธ. 

บัลลังก์ โรหิตเสถียร 
นงศิลินี โมสิกะ 
สรุป/รายงาน