สภามหาวิทยาลัยกับการพัฒนาการอุดมศึกษา

สภามหาวิทยาลัยกับการพัฒนาการอุดมศึกษา


          ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์พยงค์ จูฑา
          คุณภาพคนมีความสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ประเทศจะอยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในภาวะโลกไร้พรมแดนและโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่ไร้มิติเวลา ก็จะต้องสร้างคนที่มีคุณภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
          รัฐไทยได้ตระหนักดีในเรื่องนี้ พยายามสร้างคนคุณภาพของประเทศอย่างมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมาอย่างเช่น มีกรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาวครั้งที่1 ใช้ช่วงเวลา 15 ปี คือ จากปี 2533 ถึง 2547 และครั้งที่ 2 จากปี 2551 ถึง 2565 คืออีก 15 ปีเช่นกัน ในกรอบแผนพัฒนาครั้งที่ 1 นั้น ในบรรดาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้เสนอไว้ต่อรัฐบาลนั้นได้มีพัฒนาการของอุดมศึกษามีทั้งส่วนที่มีสัมฤทธิผลตามแผนและส่วนที่ยังไม่สัมฤทธิผล
          ส่วนที่ยังไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควรได้แก่(1) การจัดตั้งและการดำเนินภารกิจทางด้านมาตรฐานการศึกษาของสำนักรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา
          (2) การมีส่วนร่วมในการรับภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียนนอกเหนือจากค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมแล้วมีการร่วมรับภาระในรูปแบบของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาตามที่ได้เสนอไว้
          (3) คุณวุฒิของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐมีสัดส่วนปริญญาเอก:โท:ตรี เป็น 25:60:15 จากที่กำหนดไว้ 30:60:10
          (4) ได้มีการนำเอาแผนอุดมศึกษาระยะยาวมาใช้เป็นกรอบการปฏิบัติเพียงครึ่งหนึ่งของช่วงเวลา
          (5) สถาบันอุดมศึกษาเพียงจำนวนหนึ่งที่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลที่มีความเป็นอิสระคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ
          (6) การผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มีอัตราส่วน 25:75 จากที่ตั้งเป้าไว้ 50:50
          (7) การจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาโดยรวมของประเทศมีสัดส่วน 0.25 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจากที่กำหนดไว้1.5
          สำหรับกรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาวครั้งที่ 2 คือ ระหว่างปี 2551-2565 รวม 15 ปี นั้นมีสาระที่สำคัญ 2 ส่วน อย่างแรกคือ วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่รุมเร้าและส่งผลกระทบต่อมนุษย์ โลกประเทศ และการจัดการอุดมศึกษา ส่วนที่สองคือปัจจัยภายในของการอุดมศึกษาเอง
          ส่วนแรกได้แก่ (1) การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร (2) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (3)การมีงานทำและตลาดแรงงาน (4) การจัดการการขัดแย้งและความรุนแรง (5) การกระจายอำนาจการปกครอง (6) เยาวชนไทย นักศึกษาไทยและบัณฑิตในอนาคต (7) เศรษฐกิจพอเพียง
          ส่วนที่สองคือ ปัจจัยภายในการอุดมศึกษาเองได้แก่ (1) รอยต่อกับการศึกษาระดับอื่น (2) การแก้ปัญหาอุดมศึกษาในปัจจุบัน (3) ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ (4) การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (5) การเงินอุดมศึกษา(6) การพัฒนาบุคลากรในอุดมศึกษา (7) เครือข่ายอุดมศึกษา (8) การพัฒนาอุดมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (9) โครงสร้างพื้นฐานทางการเรียนรู้ รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ นี้ ท่านที่สนใจอาจหาอ่านได้ในบทความบริหาร (Executive Report) กรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี ฉบับที่ อ2 พ.ศ.2551-2565
          เรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาการจัดการอุดมศึกษา คือ รอยต่อของอุดมศึกษากับการศึกษาระดับอื่น ซึ่งหมายถึงคุณภาพนักเรียนที่จบจากการศึกษาพื้นฐานที่จะเข้าเรียนต่อในอุดมศึกษา จากการสำรวจของ The Global and Mail ของอังกฤษได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ผลของการสอบ PISA ซึ่งเป็นการทดสอบสมรรถนะเด็กนักเรียนวัย 15 ปีครั้งล่าสุด (ปี พ.ศ.2552) ที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งจีนเข้าร่วมเป็นครั้งแรกและได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งในจำนวน 65 ประเทศทั่วโลก คือ การอ่านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แซงหน้าประเทศเกาหลีญี่ปุ่น อเมริกา สำหรับไทยเราได้ที่ 50 49 50 ตามลำดับ
          จากผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างนักเรียนจำนวน5,433 คนทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ PISA ในปีพ.ศ.2543 พบว่า 3 ใน 4 ของนักเรียนอายุ 15 ปีของไทยสามารถอ่านภาษาไทยได้ รู้ความหมายตามตัวอักษรแต่อาจจะไม่เข้าใจความหมายที่ลึกกว่านั้นการตีความ การวิเคราะห์ หรือการประเมินข้อความทำไม่ได้
          สรุปว่าเด็กจะไม่สามารถอ่านเพื่อการศึกษาเล่าเรียนและดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
          การสำรวจในปี พ.ศ.2549 ด้วยวิธีเดียวกัน มีผลไม่ต่างจากครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
          ทางด้านวิชาการก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน ผลการสอบวัดผล O-NET ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติในปี พ.ศ.2550 พบว่านักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าโดยเฉลี่ยทั่วประเทศมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะผ่านการทดสอบในวิชาหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นฐานสำคัญในชีวิตประจำวัน การศึกษาหาความรู้จากสื่อออนไลน์ การเข้าสู่อาชีพและการเผชิญปัญหาเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย รุนแรง และไร้ขอบเขต
ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราก็คงตระหนักดีในเรื่องนี้อย่างที่เห็นเป็นข่าวมา เช่น ความพยายามปรับปรุงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยให้นักเรียนพูดภาษาอังกฤษกันในโรงเรียนสัปดาห์ละ 1 วัน มีโครงการจัดจ้างชาวต่างชาติ 7 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา อินเดียฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวม 380 คน เพื่อมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษประจำโรงเรียนในสังกัดการศึกษาพื้นฐาน โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา2555
          ครูกลุ่มนี้จะถูกส่งไปประจำในโรงเรียนในสังกัดโดยเน้นกลุ่มโรงเรียนในโครงการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลจำนวน 500 โรงเรียน การจัดการเรียนการสอนเป็นการผสมผสานกันระหว่างครูไทยครูเทศในแต่ละชั้นเรียน ส่วนการปรับปรุงวิชาสาขาอื่น เช่นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือวิชาอื่นยังไม่ค่อยทราบกันดีนัก หวังว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานคงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้โดยทั่วกันในการจัดการเรียนการสอนเพื่อบรรเทาความกังวลในมาตรฐานการศึกษาของผู้ปกครองเด็กและผู้สนใจการศึกษาทั่วไป
          รอยต่อของอุดมศึกษากับการศึกษาระดับอื่นเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐจะต้องจัดการให้ได้มาตรฐานสำหรับกรอบแผนการอุดมศึกษาก็มีการจัดการให้สอดรับกันด้วยการใช้ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ (Governance and Management)อุดมศึกษาที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล เรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยและอุดมศึกษาในภาพรวม คือหากสถาบันอุดมศึกษามีกลไกการกำหนดทิศทางที่ดีและก้าวหน้า พร้อมกับขับเคลื่อนโดยการบริหารที่มีประสิทธิภาพแล้ว ภารกิจของมหาวิทยาลัยก็สำเร็จลุล่วงไปได้ บทบาทและความรับผิดชอบขององค์การสูงสุดในที่นี้คือ “สภามหาวิทยาลัย”
          สภามหาวิทยาลัยมีความสำคัญต่อความเจริญของสถาบันและผลผลิตที่ดี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัยองคมนตรี ได้สรุปบทบาทและความรับผิดชอบของสภามหาวิทยาลัยไว้อย่างชัดเจนว่าประกอบด้วยการกำหนดพันธกิจและเป้าประสงค์ การสรรหาการสนับสนุน และติดตาม กำกับการปฏิบัติงานของอธิการบดี ประเมินการปฏิบัติงานของสภามหาวิทยาลัย ยืนหยัดให้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกำกับติดตามทบทวนโครงสร้างหลักสูตรและโครงการบริการสังคมประกันความพอเพียงของทรัพยากรและการบริหารจัดการที่ดี ยึดมั่นในความเป็นอิสระของสถาบัน เชื่อมโยงระหว่างสถาบันกับชุมชน และทำหน้าที่อุทธรณ์ในบางครั้ง
          อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้บริหารสภามหาวิทยาลัยรวมทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่เข้าใจบทบาทของสภามหาวิทยาลัยและการบริหารมหาวิทยาลัยอย่างเพียงพอ เกิดความย่อหย่อน ผลประโยชน์ซับซ้อน ความไม่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาที่ปราศจากทิศทาง ขาดนวัตกรรมการศึกษาตลอดจนปัญหาในการสรรหาผู้นำที่ก่อให้เกิดความแตกแยกในองค์กร ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อนักศึกษาและประชาชน
          นอกจากนี้ ธรรมาภิบาลในการกำกับอุดมศึกษาทั้งระบบโดยส่วนกลางก็สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องผสมผสานการกำกับดูแลด้วยกฎระเบียบ(Regulation) และการสนับสนุน (Facilitation)รวมทั้งการขับเคลื่อนอุดมศึกษาในภาพรวมเพื่อให้สัมพันธ์และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ
          กรอบแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปีฉบับที่ 2 (พ.ศ.2551-2565) จึงกำหนดแนวทางการพัฒนาเรื่องธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการอุดมศึกษาต่อเนื่องจากฉบับที่ 1 ดังนี้
          1.การสร้างความเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยต้องอาศัยการกำหนดและกำกับนโยบาย(Governance) การบริหารจัดการให้เกิดการปฏิบัติรวมทั้งการมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง สถาบันอุดมศึกษาจำนวนมากประสบปัญหาเนื่องจากความไม่ชัดเจนในบทบาทและขาดความเข้มแข็งการทำหน้าที่การกำกับนโยบายและการขาดบุคลากรในระดับที่เกี่ยวข้อง สมควรจัดตั้งองค์กรหรือกลไกพัฒนาผู้กำกับนโยบายและผู้บริหารในลักษณะเดียวกับ Institute of Director-ICD สร้างกลไกให้พัฒนาผู้บริหารตั้งแต่กรรมการมหาวิทยาลัยไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย
          2.องค์กรดังกล่าวจัดการฝึกอบรม ให้ความรู้ จัดเยี่ยมชม สร้างเครือข่าย เปิดเวทีและเปลี่ยนความคิด และสนับสนุนการวิจัยองค์กรและนวัตกรรมการบริหารนโยบาย (Governance) และการจัดการ(Management)
          3.ใช้องค์กรดังกล่าวผลิตหลักสูตรการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาให้แก่ผู้บริหารทุกระดับ ตั้งแต่การบริหารระดับสูงคือมหาวิทยาลัยลงไปถึงคณะ ภาควิชาสาขารวมทั้งให้การฝึกอบรมผู้พัฒนาหลักสูตรและผู้สอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดเป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้มหาวิทยาลัยด้วยการสร้างผู้นำ การบริหารนโยบายหรือธรรมาภิบาล และการจัดการ (Leadership, Gover nance and Management-LMG)
          4.ให้มีการปรับโครงสร้างการบริหารธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย รวมถึงที่มาและระบบการคัดเลือกนายกสภามหาวิทยาลัยที่มาของคณะกรรมการมหาวิทยาลัย สัดส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ควรสูงกว่ากรรมการที่มาจากภายในมหาวิทยาลัย การเลือกสรรกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิควรพิจารณาจากพันธกิจของสถาบัน การมีส่วนร่วมของShareholder และนักคิด นักปฏิบัติ ระบบการคัดเลือกอธิการบดีและผู้บริหารอื่นที่ปลอดการเมืองผิดปกติ และเปิดกว้างถึงผู้ที่เหมาะสมนอกมหาวิทยาลัย โดยให้โอกาสผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ศิษย์เก่า สมาคมวิชาชีพ วิชาการ ฯลฯ มีส่วนร่วมในคณะกรรมการสรรหา
          5.พิจารณาจัดให้มีสำนักงานสภามหาวิทยาลัย มีเลขานุการสภามหาวิทยาลัยเต็มเวลา สร้างระบบการจัดวาระการประชุมที่โปร่งใส ก้าวหน้า มีเนื้อหาเชิงนโยบายมากกว่าการอนุมัติวาระเชิงบริหารในรายละเอียดระบบการกลั่นกรองวาระเพื่ออนุมัติ รับทราบและทักท้วง การติดตามความก้าวหน้าและผลปฏิบัติตามมติของสภามหาวิทยาลัย ทั้งนี้ต้องสร้างนวัตกรรมองค์กรและการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน ให้การทำงานของฝ่ายบริหารและสำนักงานสภามหาวิทยาลัยปลอดความขัดแย้ง
          6.การทดลองระบบการบริหารนโยบายและการจัดการมหาวิทยาลัยใหม่ เช่นPresident + Provost, Chancellor + Vice Chancellor ที่ทำงานเต็มเวลา โดยคำนึงถึงChancellor ที่ทำงานเต็มเวลา โดยคำนึงถึงภารกิจหลักของสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย การกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ การสร้างและการรักษาคุณภาพหลักสูตร บัณฑิตและสถาบัน การสร้างผู้บริหารรุ่นใหม่ การระดมทุนและทรัพยากรอื่นๆ
          7.กำหนดให้มีการประเมินมหาวิทยาลัยเชิงธรรมาภิบาลอย่างครบวงจร ตั้งแต่นายกสภามหาวิทยาลัยไปจนถึงผู้บริหารระดับภาควิชา พร้อมตัวชี้วัดที่เหมาะสม
          8.สร้างเวทีถ่ายทอดนโยบายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารนโยบายระหว่างรัฐมนตรีที่รับผิดชอบอุดมศึกษา
รัฐมนตรีที่ดูแลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกับสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยและคณะกรรมการอุดมศึกษา
          9.พัฒนาความสามารถในการกำกับดูแลการบริหารอย่างต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยทุกกลุ่ม ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ในกรณีมหาวิทยาลัยรัฐเป็นการสร้างความพร้อมเพื่อพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล
          10.ปรับโครงสร้างของคณะกรรมการอุดมศึกษา ให้เป็นคณะมนตรีหรือคณะกรรมาธิการ (Commission) ที่มีมนตรีหรือกรรมาธิการ (Commissioner) ทำงานเต็มเวลา โดยมีสำนักงานคณะกรรมาธิการ(สำนักคณะกรรมการการอุดมศึกษาปัจจุบัน)ที่มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการปฏิบัติภารกิจของคณะกรรมาธิการ ทั้งนี้รวมถึงการรวมภารกิจของคณะกรรมการการอุดมศึกษาในปัจจุบันเป็นระบบเดียวกัน
          หวังว่าการพัฒนาคุณภาพคนเพื่อการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย แข่งขันกับนานาชาติได้ ด้วยกรอบแผนอุดมศึกษาใน 15 ปีหลังนี้ ตั้งแต่ พ.ศ.2551-2565 จะสัมฤทธิผลสมบูรณ์ตามความฝัน อย่าให้เหมือน 15 ปีแรกของกรอบอุดมศึกษาที่ยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับผู้รับผิดชอบทั้งมวลรวมทั้งรัฐบาลที่ต้องสนับสนุนทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรการเงินที่พอเพียง


          –มติชน ฉบับวันที่ 24 ม.ค. 2555 (กรอบบ่าย)–